ปัจจัยที่มีผลกับราคาของงานขึ้นรูปโลหะ

ปัจจัยที่มีผลกับราคาของงานขึ้นรูปโลหะ ทำไมราคาของแต่ละที่ถึงต่างกัน 

งานขึ้นรูปโลหะมีต้นทุนของค่าวัสดุและกระบวนการผลิตในรูปแบบต่าง ๆ



กระบวนการขึ้นรูปโลหะ หรือ Metal Forming คือ การผลิตและปรับเปลี่ยนรูปแบบของชิ้นส่วนโลหะที่อยู่ในรูปของของแข็ง ให้กลายมาเป็นชิ้นงานขึ้นรูปในรูปแบบต่าง ๆ ตามรูปแบบที่ต้องการใช้งานไม่ว่าจะเป็น โลหะแผ่น (Sheet Metal) หรือ โลหะก้อน (Bulk Metal) ผ่านการนำเอาชิ้นส่วนโลหะมาเข้าสู่กระบวนการขึ้นรูปโดยการใช้แม่พิมพ์หรือเครื่องมือเฉพาะ (Die หรือ Forming Tool) โดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายหรือการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบภายในของวัตถุดิบที่นำมาขึ้นรูป ก่อนจะนำโลหะขึ้นรูปที่ได้นั้นไปเข้าสู่กระบวนการเจียร์ ขัด ทาสี และประกอบขึ้นรูป เป็นลำดับต่อไป 

ซึ่งกระบวนการขึ้นรูปโลหะนั้น ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายเพื่อการผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างหรือส่วนประกอบต่าง ๆ ของสินค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ หรืออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น และด้วยการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละอุตสาหกรรมแบบนี้นั้น ส่งผลให้งานขึ้นรูปโลหะส่วนใหญ่โดยเฉพาะโลหะแผ่น จึงมักจะเป็นแบบ Custom Made ที่ผลิตขึ้นตามความต้องการของลูกค้าเท่านั้น ซึ่งด้วยความเป็น Custom Made นี้เองก็ส่งผลให้ราคาของงานขึ้นรูปโลหะแต่ละชิ้นจึงมีความแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าทำไมราคาของการขึ้นรูปโลหะถึงแตกต่างกัน และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้การขึ้นรูปโลหะแบบ Custom Made ที่ทาง P&S จัดทำถึงมีราคาที่แตกต่างกันออกไป มาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลย



ทำไมราคาของการขึ้นรูปโลหะถึงแตกต่างกัน


งานขึ้นรูปโลหะ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในงานลักษณะแบบ Custom Made หรือ งานที่จะมีการผลิตขึ้นมาตามรูปแบบและความต้องการในการใช้งานของลูกค้าเท่านั้น ส่งผลให้รายละเอียดและรูปแบบในการผลิต รวมไปถึงวัตถุดิบ เครื่องมือ กระบวนการในการผลิตงานขึ้นรูปโลหะแต่ละรูปแบบ รวมไปถึงกระบวนต่าง ๆ หลังจากการขึ้นรูปโลหะเสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่างเช่น การขึ้นรูป การตัด การพับ การเชื่อมประกอบ การเจียร์ การขัด การแต่งชิ้นงาน หรือการทำสี เป็นต้น จึงมีความแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ งานขึ้นรูปโลหะประเภทต่าง ๆ ยังมีต้นทุนในด้านของค่าวัสดุที่ต้องสูญเสียไปในระหว่างกระบวนการผลิต ต้นทุนค่าอุปกรณ์สิ้นเปลืองและค่าเสื่อมสภาพของอุปกรณ์และเครื่องจักรต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ราคาของชิ้นงานโลหะขึ้นรูปจึงมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละโรงงานผู้ผลิตและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง



ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาของการขึ้นรูปโลหะ


1. ราคา น้ำหนัก และจำนวนวัตถุดิบ


โดยทั่วไปแล้วนั้น ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาของงานขึ้นรูปโลหะโดยตรง คือ ราคา น้ำหนัก และจำนวนวัตถุดิบที่ถูกนำมาใช้งานเพื่อการขึ้นรูปว่า งานทั้งหมดที่ต้องการจะทำนั้นต้องใช้วัตถุในปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วราคาของวัตถุดิบเหล่านี้จะมีต้นทุนแบบแปรผัน หรือ ต้นทุนที่สูงขึ้นตามจำนวน แต่ถ้าหากมีการสั่งผลิตในปริมาณที่มาก ต้นทุนของวัตถุดิบเหล่านี้ก็จะลดลงเนื่องจากผู้ผลิตสามารถวางแผนเพื่อสามารถจัดเรียงแผ่นโลหะให้สูญเสียเศษวัสดุในระหว่างกระบวนการผลิตได้น้อยกว่า และนอกจากนี้จำนวนของชิ้นงานขึ้นรูปโลหะที่สั่งผลิตก็ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาด้วยเช่นกัน เนื่องจากในการขึ้นรูปโลหะแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายที่ตายตัว อย่างเช่น ค่าทำแบบ ค่าวางแผนในกระบวนการผลิต และค่าตัวจับยึดต่าง ๆ ในงานประกอบ เป็นต้น ส่งผลให้เมื่อมีการสั่งผลิตงานขึ้นรูปโลหะในปริมาณที่มากก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ตายตัวเหล่านี้ลดลง และส่งผลต่อราคาที่ลดลงตามไปด้วยนั่นเอง


2. กระบวนการในการขึ้นรูปโลหะ


สำหรับกระบวนการในการขึ้นรูปโลหะเพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นชิ้นส่วนสำหรับโครงสร้างและส่วนประกอบของเครื่องจักรอุตสาหกรรม อุปกรณ์สำหรับเดินระบบ ตู้คอนโทรล เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เป็นต้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ กระบวนการในการขึ้นรูปโลหะแผ่น (Sheet Metal Forming Process) และกระบวนการในการขึ้นรูปโลหะก้อน (Bulk Metal Forming Process) ซึ่งในแต่ละขั้นตอนนั้นจะมีวิธีการและขั้นตอนในการขึ้นรูปโลหะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะมีวิธีในการคำนวณราคาที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละวิธี ดังนี้


  • การทำวีคัท จะคิดราคาตามจำนวนของเส้นที่ต้องวีคัทในแต่ละงานขึ้นรูปโลหะ

  • การเชื่อม จะคิดราคาตามความยาวของแนวเชื่อม

  • การขัดและการเจียร์ จะคิดราคาตามความละเอียดของงานที่ต้องงานและวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการขึ้นรูปโลหะ โดยงานขึ้นรูปโลหะจากเหล็กก็จะมีราคาที่แตกต่างออกไปจากงานสแตนเลส

  • การทำสี จะคิดราคาตามพื้นที่ (ตารางเมตร) ของชิ้นงานที่ต้องการทำสี

  • สำหรับขั้นตอนพิเศษอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น การต๊าปเกลียว, การติด backing ไม้, การลบคม, การยิง stud, การยิง rivet, หรือการติดอุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติม เป็นต้น จะคิดราคาเพิ่มเติมเป็นกรณีไปตามความต้องการ 

และนอกจากนี้ ความต้องการของลูกค้าก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาของการขึ้นรูปโลหะโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น การขึ้นรูปโลหะสำหรับนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ในระดับ HIGH-END นั้นมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญสูงและมีความระมัดระวังในการทำงานเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บงานและเก็บรายละเอียดที่มากกว่า จึงทำให้ชิ้นงานขึ้นรูปโลหะที่ต้องการความประณีตในการจัดทำมากแบบนี้นั้นจึงมีราคาที่สูงกว่างานขึ้นรูปโลหะแบบทั่วไปนั่นเอง



3. ความยากง่ายในการขึ้นรูปโลหะ


ความยากง่ายในการขึ้นรูปโลหะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาของงานขึ้นรูปโลหะโดยตรง เนื่องจากกระบวนการและขั้นตอนในการขึ้นรูปโลหะนั้นจะไม่ได้มีเพียงแค่การนำชิ้นส่วนโลหะไปเข้าในแม่พิมพ์หรือเครื่องมือเฉพาะที่ใช้สำหรับการขึ้นรูปโลหะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กระบวนการในการขึ้นรูปโลหะจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนในการเขียนแบบสำหรับการขึ้นรูปโลหะ ไปจนถึงขั้นตอนของการประกอบชิ้นงาน ซึ่งจะมีความยากง่ายในการผลิตที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละรูปแบบของงาน ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่นำมาใช้ในการขึ้นรูปโลหะ, น้ำหนักของชิ้นงาน, ค่า Tolerance หรือค่าความคลาดเคลื่อนของชิ้นงาน, และความประณีตในการขึ้นรูปโลหะ เป็นต้น 


ซึ่งในขั้นตอนนี้ หากโรงงานผู้ผลิตหรือช่างผู้ผลิตมีประสบการณ์ในการทำงานสูงก็จะสามารถพูดคุยกับลูกค้าได้ตั้งแต่แรกว่า ในระหว่างกระบวนการและขั้นตอนในการขึ้นรูปโลหะนั้นอาจเกิดปัญหาที่ตรงไหน และสามารถป้องกันและแก้ไขได้อย่างไรบ้าง รวมไปถึงยังอาจเสนอแนวทางในการปรับเปลี่ยนรูปแบบ วิธี หรือเทคนิคในการผลิตชิ้นงานขึ้นรูปโลหะ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดเวลาและต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขึ้นรูปโลหะลง แต่ทว่ายังสามารถคงคุณภาพของชิ้นงานเอาไว้ได้



4. ต้นทุนอื่น ๆ ในระหว่างกระบวนการขึ้นรูปโลหะ


ต้นทุนอื่น ๆ ในระหว่างกระบวนการขึ้นรูปโลหะเหล่านี้ เป็นต้นทุนที่โรงงานผู้ผลิตจะทำการคำนวณรวมเข้าไปในราคาของงานขึ้นรูปโลหะ ซึ่งราคาของต้นทุนเหล่านี้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ดังนี้


  • ต้นทุนในด้านของค่าวัสดุในส่วนที่ต้องเป็นเศษที่สูญเสียไปในระหว่างกระบวนการผลิต 

  • ต้นทุนค่าอุปกรณ์สิ้นเปลืองที่ต้องใช้ในกระบวนการขึ้นรูปโลหะ อย่างเช่น หัวนอซเซิล, ลวดเชื่อม, ใบเจียร์, ใบเลื่อย 

  • ต้นทุนค่าโสหุ้ยต่าง ๆ อย่างเช่น ค่าน้ำ, ค่าไฟ, และค่าแก๊ส

  • ต้นทุนความเสื่อมของอุปกรณ์และเครื่องจักรที่ต้องใช้ในกระบวนการขึ้นรูปโลหะ

  • ต้นทุนค่าแรงของช่างผลิตในการออกแบบ ประสานงาน รันเครื่อง ตรวจสอบ และจัดส่งโลหะขึ้นรูป

  • ต้นทุนจิปาถะอื่น ๆ อย่างเช่น วัสดุในการแพ็คของ และวัสดุในการทำความสะอาด เป็นต้น


5. ประเภทของสีที่เลือก 

หากเป็นสีที่ต้องผสมพิเศษที่ไม่มีอยู่ทั่วไป จะมีค่าขั้นต่ำในการผสมสีพิเศษนี้ขึ้นมา หรือในกรณีที่ต้องแก้งานหลังทำสี เช่น ถ้าเป็นสีชุบ PVD การแก้สีต้องทำด้วยการใช้กรดล้างสีออกและต้องขัดชิ้นงานใหม่ทั้งหมดเพื่อนำไปทำสีอีกรอบ แต่ถ้าเป็นการสีพ่นโดยทั่วไปก็มีการขัดและสามารถพ่นสีทับได้เลย ซึ่งสีชุบ PVD จะมีราคาสูงกว่ามากเพราะจะมีความไม่แน่นอนของความสม่ำเสมอของสี จึงทำให้ใช้เวลาในการทำสีที่นานกว่าและมีต้นทุนที่สูงกว่าการพ่นสีโดยทั่วไป 


6. ขนาดของชิ้นงาน 

ถ้าชิ้นงานมีขนาดใหญ่ แล้วต้องมีการนำไปทำสีทีหลังหรือต้องมีการนำไปติดตั้ง ความใหญ่ของชิ้นงานจะทำให้มีโอกาสเกิดการเสียหายได้ระหว่างขนส่ง และต้องใช้คนจำนวนมากกว่าในการเคลื่อนย้าย 


บริษัท พี แอนด์ เอส สเตนเลสสตีลเซ็นเตอร์ จำกัด เราคือบริษัทที่ได้มีการพัฒนาทักษะในการทำงานโลหะมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเราสามารถรองรับงานและมีสินค้าจัดจำหน่ายอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สแตนเลสแผ่น คิ้วสแตนเลส กรุยเชิงสแตนเลส ป้ายอักษรโลหะ รับตัดเลเซอร์ 2D/3D Punching ตัดพลาสม่า พับ ม้วนโลหะแผ่นและโลหะขึ้นรูปทุกชนิด ทั้งหนาและบาง งานขนาดเล็กและใหญ่ เชื่อมประกอบและทำสีตามแบบลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม 


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อสินค้าได้ที่


บริษัท พี แอนด์ เอส สเตนเลสสตีลเซ็นเตอร์ จำกัด


Tel : 081-618-0778, 081-615-4296, 082-782-8654, 02-753-7753

Fax : 02-753-7770

Email : pands_stainless@yahoo.com

LINE : @psmetal

Facebook : @psstainlesssteel